พระกรุบางระกำ ฝักไม้ดำ-ฝักไม้ขาว

25 ส.ค.

พระกรุบางระกำ ฝักไม้ดำ-ฝักไม้ขาว

พระกรุบางระกำ กำเนิดในยุคสมัยที่ พระครูพุทธิสุนทร (หรุ่น ติสสโร) เป็นเจ้าอาวาส วัดสุนทรประดิษฐ์ หรือ วัดบางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ “พระอาจารย์ถีร์” ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดละครทำ ธนบุรี ได้ล่องเรือตามลำคลองมายังตลาดบางระกำ พร้อมกับพระพิมพ์บรรจุในไห จุดมุ่งหมายเพื่อนำไปมอบให้หลวงพ่อขำ วัดฝักไม้ดำ (โพธิ์เตี้ย) อ.พราน กระต่าย จ.กำแพงเพชร แต่แล้วด้วยมีอุปสรรคในการคมนาคม จึงแวะที่ตลาดบางระกำ แล้วฝากพระในไหไว้ที่บ้าน นายอู่ไช้ แซ่ลิ้มคหบดีในตลาดบางระกำ

เมื่อวันเวลาได้ผ่านไปแรมปี ต่อมานายอู่ไช้ได้ขายบ้านหลังดังกล่าวนั้นให้กับ นายละม่อม และ นางกิมเอ็ง เนตรแก้ว โดยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายพระในไหแต่อย่างใด คงไว้ดังเดิม เจ้าของบ้านคนใหม่พบเห็นเข้า จึงนำพระไปไว้ในโบสถ์วัดบางระกำ โดยวางไว้ด้านหลังหลวงพ่อนฤมิต พระประธานในพระอุโบสถ อีกทางหนึ่งก็ว่า นายอู่ไช้เป็นผู้เคลื่อนย้ายพระในไหจากบ้านมายังโบสถ์ดังกล่าวด้วยตนเอง

หลัง พ.ศ.2485 ได้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่หลายจังหวัด รวมทั้ง จ.พิษณุโลก ด้วย วัดสุนทรประดิษฐ์ ซึ่งอยู่ในที่ลุ่มและริมฝั่งแม่น้ำยม ก็ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าวนี้ด้วย น้ำได้ไหลบ่าเข้าไปในโบสถ์ พระพิมพ์ที่ซุกซ่อนอยู่หลังพระประธานจมอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน

เมื่อน้ำลดจึงมีคราบตะกอนดินติดอยู่ที่ผิวพระ จนบางท่านเข้าใจว่าเป็นพระกรุ หรือบางท่านเข้าใจถูกแล้วแต่ด้วยธรรมชาติขององค์พระเฉกเช่นเดียวกับพระกรุ จึงเรียกเช่นนั้นต่อๆ กันมา สมัยนั้น ทางวัดมิได้สนใจกับพระพิมพ์ดังกล่าวนี้เลย ใครจะหยิบฉวยไปอย่างไร จำนวนเท่าไร ก็ไม่ว่า โดยเฉพาะเด็กวัดหยิบเอามาเล่นทอยกองกันอย่างสนุกสนาน จนในที่สุดพระก็ไม่มีเหลืออยู่เลย
พระพิมพ์จากวัดบางระกำ หรือวัดสุนทรประดิษฐ์ มี 2 แบบ คือ พระพิมพ์สิงห์ป้อนเหยื่อ และพิมพ์สมเด็จฝักไม้ดำ-ฝักไม้ขาว พุทธลักษณะของพระฝักไม้ดำ เป็นพระพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก ด้านหน้าเป็นรูปพระลีลายืนหันด้านข้าง มีอักขระล้อม ยกกรอบเส้นลวดนูนอย่างงดงาม ด้านหลังเป็นพระพุทธสามองค์นั่งเรียงกัน องค์กลางสูงกว่าเล็กน้อย พระพุทธรูป 3 องค์ ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร บนฐาน 3 ชั้น ด้านบนมีอักขระว่า “มะ อุ อะ” ด้านหลังมีอักขระว่า “นะ ปะ ทะ อะ ระ หัง” เมื่ออ่านรวมจะเป็น “นะ ปะ ทะ อะ ระ หัง มะ อุ อะ” ซึ่งเป็นคาถามหาอุด และด้านล่างมีสิงห์และเสือหันหน้าเข้าหากัน คล้ายกำลังป้อนอาหารแก่กัน เป็นเคล็ดหรือคติความเชื่อที่ว่า “สัตว์ร้ายหันหน้าเข้าหากัน เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า มีความรักเมตตากรุณาต่อกัน เป็นเมตตามหานิยม และมหา อำนาจ” พระฝักไม้ดำจึงมีนามอีกอย่างหนึ่งว่า “สิงห์ป้อนเหยื่อ” ด้วยลักษณะอาการของสิงห์และเสือที่อยู่ด้วยกันนั่นเอง
ส่วนพุทธลักษณะของพระฝักไม้ขาว ด้านหน้าเป็นพระพุทธประทับนั่งขัดสมาธิเพชรอยู่ในกรอบเส้นลวดนูนสองชั้น มีซุ้มแหลมครอบองค์พระอยู่ด้านใน มีอักขระกำกับด้านบนซุ้มสองข้างว่า “นะ มะ พะ ทะ” ใต้ตัว นะ ลงด้วยตัว “อุด” ใต้ตัว มะ ลงด้วยตัว “ทัง” ตรงกลางเป็น เฑาะว์
“นะ มะ พะ ทะ อุด ทัง” เป็นคาถามหาอุด ทำให้ดินปืนเปียกไม่ติดไฟ
ด้านซ้ายมือมีคาถา 5 ตัว อ่านในแนวตั้งจากบนลงล่างว่า “ยะ ปะ ฏิ รู ปัง” ส่วนด้านขวามือมีอักขระ 6 ตัว อ่านในแนวตั้งจากบนลงล่างว่า “พระ อะ ระ หัง ติ”
“ยะ ปะ ฏิ รู ปัง” เป็นคาถาหัวใจ บรรพชา ใช้เสกหมากกิน หรือเสกปูนกวาดคอ มีอุปเท่ห์การใช้ คือ ตั้ง “นะ โม 3 จบ เสก 7 จบ” ป้ายลูกกระเดือกก่อนออกรบทัพจับศึก ทำให้อยู่คง คาถาบทนี้อยู่ได้เพียงชั่วเบา (ปัสสาวะ)
“พระ อะ ระ หัง ติ” เป็นคาถาแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง

พระฝักไม้ดำ-พระฝักไม้ขาว มีพุทธคุณเด่นทางมหาอุด และคงกระพันชาตรี เคยมีเรื่องเล่าลือกันว่า สมัยก่อนบรรดาจอมพลต่างแขวนห้อยคอกันแทบทั้งนั้น รวมทั้งสั่งให้ลูกน้องเสาะหามาใช้เช่นเดียวกับพระร่วงหลังรางปืน และน่าจะด้วยเหตุผลนี้นี่เอง

จึงทำให้พระพิมพ์กรุบางระกำกลายเป็นตำนานหนึ่งของพระเครื่องเมืองไทยไปแล้วในขณะนี้

ชื่อ “สิงห์ป้อนเหยื่อ” เป็นฉายาของพระเครื่องพิมพ์หนึ่งของอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งชาวบ้านจะเรียกกันว่า “ฝักไม้ดำ” และ “ฝักไม้ขาว” ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่แน่ชัด มีแต่เรื่องเล่าขานกันต่อๆ มาว่า จากธนบุรีสู่สองแถว พิษณุโลก ผู้นำเอาสมเด็จสีดำ และสมเด็จสีขาวนี้มาสู่เมืองพิษณุโลก ก็คือ พระอาจารย์ถีร์ ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่ วัดลครทำ บ้านช่างหล่อ ธนบุรี ตอนนั้นพระอาจารย์ถีร์ได้รื้ออิฐจากพระเจดีย์ที่ชำรุดออกมาเพื่อทำเป็นทางเดินในวัด และได้พบกับพระสมเด็จขาวและดำจำนวนหนึ่ง จึงรวบรวมและนำพระชุดดังกล่าวขึ้นเรือ เพื่อนำไปให้หลวงพ่อขำ วัดฝักไม้ดำ ต.ลานกระบือ

แต่ด้วยการคมนาคมสมัยนั้นลำบากบวกกับภารกิจอื่นของท่าน ทำให้ท่านไปไม่ถึงยังจุดหมายที่ได้ตั้งใจไว้ จึงนำพระดังกล่าวไปฝากไว้กับ นายอู้ใช้ แซ่ลิ่ม โยมอุปัฏฐาก ที่ตลาดเก่าริมแม่น้ำยม โดยสั่งไว้ว่าให้เก็บไว้ให้ดี เมื่อมีโอกาสขึ้นมาอีกจะนำไปวัดฝักไม้ดำ

เมื่อประมาณปี พ.ศ.2482 มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระอาจารย์ถีร์พายเรือมาขึ้นที่ตลาดอำเภอบางระกำ พอถึงก็นำถังเหล็กที่อยู่ในเรือขึ้นมา ปรากฏว่าภายในถังใบนั้นบรรจุพระเครื่องอยู่เต็ม ท่านได้เอาพระทั้งหมดนี้ไปฝากไว้กับคหบดีอำเภอบางระกำ แล้วบอกว่า “ขอฝากพระทั้งหมดนี้ไว้ก่อน แล้วจะมารับคืนในภายหลัง”

ท่านคหบดีได้เก็บรักษาพระเครื่องทั้งหมดไว้นานถึง 3 ปี แต่พระภิกษุรูปนั้นก็หาได้กลับมารับพระคืนไป ท่านจึงตัดสินใจขนย้ายพระทั้งหมดไปเก็บรักษาไว้ที่วัดจะเป็นการสมควรกว่า โดยฝากไว้กับพระครูสุนทรประดิษฐ์ เจ้าอาวาสวัดสุนทรประดิษฐ์ในสมัยนั้น ประมาณปี พ.ศ.2485 ซึ่งท่านพระครูก็ได้นำพระไปเก็บไว้ในบริเวณพระอุโบสถ และในปีนั้นเองก็เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำท่วมพระอุโบสถของวัดทำให้พระเครื่องที่เก็บไว้ถูกน้ำท่วมไปด้วย เมื่อน้ำลดจึงปรากฏคราบตะกอนดินจับเต็มองค์พระ แต่ไม่ใช่ในลักษณะคราบกรุ

พระเครื่องเหล่านั้น เริ่มปรากฏสู่ภายนอกเมื่อพ่อค้าไม้รายหนึ่งเดินทางไปทำงานแล้วแวะที่พระอุโบสถวัดสุนทรประดิษฐ์ จึงนำพระออกมาให้เช่าที่ จ.พิษณุโลก ในสนนราคาที่สูงพอสมควรในสมัยนั้น ปรากฏว่าผู้ที่เช่าบูชาไปประจักษ์ในพุทธานุภาพ ความต้องการจึงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จำนวนพระเริ่มร่อยหรอลง ท่านเจ้าอาวาสจึงได้นำพระส่วนหนึ่งเก็บซ่อนไว้ แต่ก็ถูกขโมยไปจนหมดในที่สุด

“ฝักไม้ดำ” ลักษณะเป็นพระพิมพ์ใหญ่ เนื้อผง มีหลายสี ทั้งสีดำ น้ำตาล ขาว และเขียว ด้านหน้าพระประธานแสดงปางลีลา ล้อมรอบด้วยอักขระขอมที่แสดงถึงพระพุทธคุณมากมาย มุมทั้ง 4 ขององค์พระอ่านว่า “นะ มะ พะ ทะ” ส่วนด้านหลัง ด้านบนมีอักขระขอมว่า “มะ อุ อะ” ตอนกลางมีพระประทับนั่ง 3 องค์ ซ้ายสุดปางสมาธิ องค์กลางปางมารวิชัย และขวาสุดประทับนั่งประนมมือ ถัดลงมาเป็นอักขระขอมว่า “นะ ปะ ทะ อะ ระ หัง” ล่างสุดเป็นรูปสิงห์ป้อนเหยื่อให้เสือ อันอาจเป็นที่มาของฉายา “สิงห์ป้อนเหยื่อ’ ก็เป็นได้

สำหรับ “ฝักไม้ขาว” จะเป็นพระที่มีขนาดย่อมลงมา ส่วนใหญ่จะมีคราบผิว เนื้อฟู และบางส่วนแตกปริจากการถูกน้ำท่วม พุทธลักษณะขององค์พระมีหลายแบบ ทั้งประทับนั่งและประทับยืน

พิจารณาจากอักขระขอมที่ผู้สร้างบรรจงสร้างสรรค์ลงในองค์พระ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ถึงความเพียบพร้อมครบครันของฝักไม้ดำ และฝักไม้ขาวทั้งเจริญรุ่งเรือง เมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี แม้ราชสีห์ที่ว่าโหดร้ายยังศิโรราบต่อเมตตาธรรมยอมป้อนเหยื่อให้กับเสือซึ่งเป็นศัตรู จึงนับเป็นที่แสวงหาของนักนิยมสะสมอย่างมาก ยิ่งในสมัยนั้นเหล่าบรรดาทหารหาญต่างพากันดั้นด้นไป อ.บางระกำ เพื่อแสวงหาไว้เป็นเกราะเพชรคุ้มภัยต่างๆ ซึ่งการเดินทางก็เรียกได้ว่า “ระกำ” สมชื่อจริงๆ ท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังนำ “สิงห์ป้อนเหยื่อ” มาบรรจุตลับฝังเพชรและอาราธนาติดตัวตลอดเวลา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: